Category Archives: พระเครื่อง

พระแก้วบุษราคัม วัดศรีอุบลรัตนาราม จ.อุบลราชธานี

วัดศรีอุบลรัตนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เดิมชื่อ ‘วัดศรีทอง’ เป็นวัดธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัด บนถนนอุปราช สร้างเมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2398 ตรงกับ ร.ศ.74 เป็นปีที่ 5 แห่ง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถที่สร้างตามแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพ มหานคร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง คือ พระแก้วบุษราคัม
สถานที่ตั้งวัด เดิมเป็นสวนของท่านอุปฮาดโท (ต้นตระกูล ณ อุบล) มีศรัทธาบริจาคที่ดินประมาณ 25 ไร่ สำหรับสร้างวัดของสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์ใหม่ที่เพิ่งสถาปนาขึ้น การถวายที่ดินต่อหน้าพระเถระ ยกให้เป็นสมบัติในพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่ตั้งวัด ในยามราตรีของวันนั้น เกิดนิมิตประหลาดขึ้น คือ มีแสงสว่างพวยพุ่งขึ้นเป็นสีเหลืองทองภายในบริเวณสวนนั้น จึงได้ถือนิมิตมงคลนี้ ตั้งชื่อวัดว่า ‘วัดศรีทอง’
ฝ่ายคณะสงฆ์มีท่านเทวธัมมี (ม้าว) ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก เริ่มก่อสร้างกุฏิ วิหาร ศาลาการ เปรียญ เมื่อปี พ.ศ.2398 ตามประวัติท่านเทวธัมมี ได้ไปรับการศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เป็นสามเณร และเป็นสัทธิวิหาริกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงผนวช
จึงได้ถือลัทธิธรรมยุติกนิกายสืบสายมาตั้งคณะธรรมยุติกนิกายที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดธรรมยุติกนิกายแห่งแรกในภาคอีสาน โดยมีท่านพันธุโล (ดี) เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ดังนั้น ท่านเทวธัมมี จึงเป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดาเหล่าพระภิกษุสามเณร ข้าราชการ ตลอดจนประชาชนทั้งหลายในสมัยนั้น
ต่อมาในปี พ.ศ.2511 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯมาประกอบพิธีฉลองสมโภชฝังลูกนิมิต และยกช่อฟ้าพระอุโบสถ ทางวัดจึงได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระอุโบสถหลังนี้ ให้อยู่ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เปลี่ยนชื่อจากวัดศรีทองเป็น “วัดศรีอุบลรัตนาราม” ตามพระนามขององค์อุปถัมภ์
วัดศรีอุบลรัตนาราม เคยเป็นที่บรรพ ชาอุปสมบทของพระเถระผู้ใหญ่ทั้งฝ่าย คันธุระและวิปัสสนาธุระหลายรูป มีพระ อุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันทเถระ) สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (ติสสเถระ) พระอาจารย์ทา โชติปาลเถระ, พระอาจารย์เสาร์ กันต สีลเถระ, พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เป็นต้น
ความสำคัญของวัดแห่งนี้ ยังเป็นที่ประดิษฐานของ ‘พระแก้วบุษราคัม’
พระแก้วบุษราคัม เป็นพระพุทธปฏิมากรปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน แกะสลักจากแก้วบุษราคัม หน้าตักกว้าง 3 นิ้ว สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 5 นิ้ว มีความงามสง่าตามพุทธลักษณะทุกประการ
ตามตำนานเล่าสืบกันมาว่าพระวรราชภักดี (พระวอ) พร้อมด้วยบุตรหลานของพระตา คือ เจ้าคำผง เจ้าทิดพรหม และเจ้าก่ำ บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองอุบล ได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาจากกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) เดิมทีพระแก้วบุษราคัม คงจะประดิษฐานอยู่ที่บ้านดอนมดแดง และได้อัญเชิญมาประดิษ ฐาน อยู่ที่วัดศรีอุบลรัตนารามในเวลา ต่อมา
ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทางราชการได้ประกอบพิธีถือนำพระพิพัฒน์สัตยา ที่วัดศรีอุบลรัตนาราม พร้อมทั้งได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัม เป็นองค์ประ ธานในพิธี โดยถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสืบกันมาแต่โบราณกาล
ปัจจุบัน ในเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ชาวอุบลราชธานีจะร่วมใจกัน อัญเชิญพระแก้วบุษราคัม เข้าขบวนแห่ไปรอบเมืองอุบลราชธานี เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้นมัสการกราบไหว้และสรงน้ำกันโดยถ้วนหน้า

capture-20160922-170933

อ่อนน้อมถ่อมตน

563645678

ความอ่อนโยน ความนุ่มนวล ความละมุนละไม อย่างมีเหตุผล มีสัมมาคารวะต่อท่านผู้ที่ควรอ่อนน้อมถ่อมตน เช่น ผู้สูงวัย เจริญด้วยคุณธรรม และเจริญด้วยวงศ์ตระกูลชาติกำเนิด วางตนสม่ำเสมอ ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น เพราะชาติกำเนิด วงศ์ตระกูล ยศศักดิ์ และฐานะทรัพย์สินเงินทอง

ความอ่อนโยน สามารถแสดงออกได้ในสังคมทุกระดับ เป็นมารยาทที่บุคคลในสังคมจะพึงปฏิบัติต่อกัน เพื่อผลดีในหน้าที่การงาน และการดำรงชีวิต เป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของบุคคลในสังคม ความอ่อนโยนในทางธรรม มีความหมายกว้างขวาง คือ ความสามารถโอนอ่อนผ่อนตาม หรือเปลี่ยนไปในทางแห่งความดี มีจิตใจใฝ่สุจริตธรรม ทำให้เกิดการผสมผสานกันอย่างดีด้วยคุณธรรมทุกระดับของชนชั้น ประเภทของความอ่อนโยน

ทางกาย ทุกอิริยาบถที่แสดงออกเมื่ออยู่ในสังคม มีแต่ความอ่อนโยน นุ่มนวล งดงาม บริสุทธิ์ใจ ไม่แสดงอาการรังเกียจในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ผู้ที่พบเห็นจะเกิดความชื่นชมโสมนัส และอบอุ่นใจทุกครั้งไป

ทางวาจา คำพูดนุ่มนวลชวนฟัง สุภาพอ่อนโยน ไม่แสดงวาจากระด้าง หยาบคาย รู้จักเลือกใช้วาจาที่ดี มีประโยชน์ เหมาะสมกับคู่สนทนา เช่น เจรจากับผู้ใหญ่ หรือผู้มีคุณธรรม บุคคลเสมอกัน หรือต่ำกว่าก็ตาม สามารถเจรจาให้ผู้ฟังมีความรู้สึกว่าเป็นกันเอง เปรียบเหมือนบิดามารดาปฏิบัติต่อบุตรอันเป็นที่รัก วาจาอ่อนหวานประสานประโยชน์ ไม่มีโทษแม้แต่น้อย อันควรดื่มด่ำในหัวใจเป็นอย่างยิ่ง

ทางจิตใจ ฐานสำคัญอยู่ที่ใจ จึงทำให้การแสดงออกทางกาย หรือทางวาจา สุภาพอ่อนโยน รู้จักเลือกพิจารณาแสดงออกได้อย่างเหมาะสม มีสัมมาคารวะต่อผู้เจริญ 3 ประเภท คือ

1) ผู้เจริญโดยกำเนิด เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ เป็นต้น

2) ผู้เจริญโดยวัย มีอายุมากกว่าตน ให้ความเคารพนับถือกัน เปรียบเหมือนหนึ่งญาติผู้เกื้อกูลกันด้วยความดี

3) ผู้เจริญโดยคุณธรรม เช่น พระภิกษุสามเณร แม้จะมีชาติกำเนิดธรรมดา มีอายุน้อยหรือมากกว่าตนก็ตาม แต่ด้วยคุณธรรม มีศีล เป็นต้น และด้วยการประพฤติดีปฏิบัติชอบ สาธุชนจึงเคารพกราบไหว้ด้วยใจศรัทธา

ผู้เจริญทั้ง 3 ประเภทนี้ เหมาะสมที่จะกราบไหว้ ลุกขึ้นต้อนรับด้วยความเคารพ ควรหลีกทางให้เมื่อท่านเดินสวนมา ควรทำสักการบูชา เคารพนับถือ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

ทรัพยากรไม่พอกับตัณหา

709802572

ทรัพยากรไม่พอกับตัณหา

“ทรัพยากร นั้นมีจำกัดแต่ตัณหาของมนุษย์ไม่มีขีดจำกัด ฉะนั้น เมื่อทรัพยากรมีจำกัดเราก็ควรที่จะจำกัดความอยากของตัวเอง บริโภคตามความจำเป็น”

คอลัมน์ คำพระ
ว.วชิรเมธี

รู้เท่าทัน

845637363695

เมื่อคราวที่แล้ว ได้นำข้อคิดจาก พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย แสดงทรรศนะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ให้บทเรียนแก่คนทั่วโลกมากมาย ครั้งนี้ยังมีต่ออีกบทหนึ่งคือ การรู้เท่าทันธรรมดาของโลก สัจธรรมที่เกิดขึ้นนั้นสำหรับรู้ เมื่อรู้เท่าทันแล้ว ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เรียกว่าจริยธรรมสำหรับปฏิบัติ ฉะนั้น มนุษย์ควรจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ใน 2 ส่วน

ส่วนที่หนึ่งเป็นส่วนของสัจธรรมที่เราจะต้องรู้ให้เท่าทันธรรม ชาติ อันเป็นธรรมดาของโลก และ ส่วนที่สอง เมื่อเรารู้เท่าทันสัจธรรมนั้นแล้ว เราจะปรับเนื้อปรับตัวอย่างไร เพื่อที่จะอยู่ร่วมกับโลกและธรรมชาติของโลกให้อยู่รอดปลอดภัยอย่างดีที่สุด โดยที่ทั้งเราและทั้งโลกต่างก็ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน

เมื่อเปรียบ เทียบอายุของมนุษย์กับอายุของโลกที่มีอายุเป็นล้านๆ ปีนั้น กล่าวได้ว่ามนุษย์เพิ่งจะมาถึงโลกใบนี้เมื่อวานนี้เท่านั้น ดังนั้น จึงยังมีอะไรอีกมากที่มนุษย์ยังไม่รู้จักเกี่ยวกับโลก มนุษย์เป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าสำหรับโลกใบนี้ แต่น่าเสียดายที่ว่า มนุษย์ส่วนใหญ่กลับไม่ได้คิดเช่นนี้ เพราะต่างก็มีความเข้าใจผิดคิดว่าเรารู้จักโลกนี้ดีมาก เราเป็นนายของโลก และเราจะช่วงใช้โลกนี้อย่างไรก็ได้ จากฐานคิดที่ผิดเหล่านี้

ผลก็ คือ บ่อยครั้งที่เกิดวิกฤตต่างๆ มนุษย์ได้รับความวิบัติวอด วายมากมาย ทั้งๆ ที่มีหลายสิ่งหลายอย่างเคยเกิดขึ้นแล้ว แต่มนุษย์ก็ดูเหมือนกับไม่รู้จักสรุปบทเรียน เพราะลึกๆ แล้วมนุษย์เชื่อมั่นว่าตนเองสามารถบริหารจัดการโลกใบนี้ได้ ซึ่งเป็นฐานคิดแห่งความประมาท ซึ่งเป็นทรรศนะที่ผิด

ดังนั้น คุณธรรมที่ควรจะทำที่สุดในตอนนี้ กล่าวโดยสรุปมี 3 เรื่อง คือ

1.รู้เท่าทันธรรมดาของโลก และสิ่งแวดล้อมว่ามีแง่ดีแง่งามอย่างไร มีคุณอย่างไรและมีโทษอย่างไร

2.รู้เท่าทันทรรศนะที่ผิด ที่มนุษย์มีต่อโลกและธรรมชาติ และจากนั้นก็ปรับเปลี่ยนทรรศนะนั้น มาปฏิบัติต่อโลกและธรรมชาติอย่างถูกต้อง

3.ดำรง ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท เพราะเมื่อเราดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท เราเห็นว่าภัยธรรมชาติมาถึง เห็นว่ามันเสียหาย ก็คงจะเสียหายน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เตรียม ให้เตรียมรับมืออยู่เสมอ

เมื่อเราทำความเข้าใจแล้ว เราจะได้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา และนั่นคือทางออกที่เราควรประพฤติปฏิบัติในเวลานี้

คอลัมน์ ศาลาวัด

เด็กๆ ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่คืออะไร

78456149895

เด็กๆ ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่คืออะไร

“เด็กๆควรจะรู้ว่าการทำให้พ่อแม่น้ำตาตกนั้น เป็นความเลวร้ายที่สุด เด็กที่มีการศึกษาสมัยใหม่ จะไม่เคยนึกอย่างนี้ เขาจะนึกแต่ว่าแม่เอาเงินมาให้มากๆ ให้เราเรียนเก่งๆ เท่านั้น เด็กมันจึงไม่รู้ว่าพ่อแม่คืออะไร”

คอลัมน์ คำพระ
พุทธทาส

หลวงพ่อชม วัดท่าไทร

223223
ประวัติของหลวงพ่อชม คุณาราโม

(พระครูดิตถารามคณาศัย )

อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าไทร และอดีตเจ้าคณะอำเภอกาญจนดิษฐ์ “ศูนย์รวมและที่พึ่งทางจิตใจชาวสุราษฎร์ธานี”

วัดท่าไทร หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๘๔๒๙๐

สถานะเดิม

ชื่อ ชม นามสกุล ทวดสิญจน์ เกิดเมื่อวันจันทร์ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๐ ปี ระกา ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๔๐ ที่ บ้านนาดอน (ใกล้บ้านหัวหมาก) หมู่ที่ ๔ ตำบลช้างขวา อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี บิดาชื่อ นายพุ่ม ทวดสิญจน์ มารดาชื่อ นางพัน ทวดสิญจน์ อาชีพบิดามารดา ทำนา-ทำสวน มีพี่น้องร่วมมารดาบิดา ๔ คนตามลำดับดังนี้.-

๑. นางเคลือบ ทวดสิญจน์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

๒. พระครูดิตถารามคณาศัย (ชม คุณาราโม)

๓. นางแฉ้ เพชรกลับ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

๔. นายขาบ ทวดสิญจน์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

บรรพชา (บวชเป็นสามเณร)

บรรพชาเมื่ออายุได้ ๑๕ ปี ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ปีชวด ตรงกับวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๕๕ ที่ วัดท่าไทร ตำบลทุ่งกง (ตำบลในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันคือ ตำบลท่าทองใหม่) อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีพระอุปัชฌาย์ชื่อ พระครูวิฑูรธรรมศาสตร์ (หลวงพ่อกล่อม สุนนฺโท) วัดโพธาวาส ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมือง ฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

อุปสมบท (บวชเป็นพระภิกษุ)

อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ในวันจันทร์ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๓ ปี ชวด ตรงกับวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๔๖๐ ที่ วัดสนธิ์ ตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีอุปัชฌาย์ชื่อ พระครูประกาศิตธรรมคุณ (หลวงพ่อเพชร อินฺทโชติ) วัดวชิรประดิษฐ์ ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพระกรรมวาจาจารย์ชื่อ พระปลัดล้อม (ไม่ทราบฉายา) นามสกุล บุญชู รองเจ้าอาวาสวัดท่าไทร ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพระอนุสาวนาจารย์ชื่อ พระอธิการยิ้ม (ไม่ทราบฉายา และวัด)

วิทยฐานะ/วุฒิทางการศึกษา

การศึกษาสายสามัญ.-

สอบไล่ได้ประถมศึกษาปีที่ ๔ (ป. ๔) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗

การศึกษาพระปริยัติธรรม.-

สอบไล่ได้ประโยคนักธรรมชั้นโท เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ จากสำนักศาสนศึกษาวัดวชิรประดิษฐ์ ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ป้ายบอกปากทางเข้า บ้านนาดอน หมู่ ๑๓ ต.ช้างขวา อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี

ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหลวงพ่อชม

ในภาพ พระมหาบุญโฮม ปริปุณฺณสีโล (ผู้เรียบเรียง) , นางละม้าย ทวดสิญจน์ และญาติของหลวงพ่อชม

ถ่ายภาพในที่ดินตรงจุดที่ตั้งบ้านของหลวงพ่อชมเมื่อครั้งอดีต (ที่บ้านนาดอน)

งานการปกครอง

พ.ศ. ๒๔๗๑ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าไทร ตำบลทุ่งกง (ปัจจุบันคือ ตำบลท่าทองใหม่ ) อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าคณะตำบลทุ่งกง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอกาญ จนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

งานด้านการศึกษา

พ.ศ. ๒๔๖๐ ท่านพระครูดิตถารามคณาศัย (ชม คุณาราโม) ได้เข้าทำการสอนนักเรียนในโรงเรียนโรงเรียนประชาบาลตำบลทุ่งกง ๒ (วัดท่าไทร) เป็นเวลา ๑ ปี ซึ่งท่านมีภารกิจมากมายจึงได้มอบให้ นายแจ้ง บุญชู มาทำการสอนแทนจนถึง พ.ศ. ๒๔๖๕

พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำสำนักศาสนศึกษาวัดท่าไทร

พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวงประโยคนักรรมชั้นตรี ของคณะสงฆ์

พ.ศ. ๒๔๘๗ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสงฆ์ ในหน้าที่องค์การศึกษาประจำอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นต้นมา ท่านได้ชักชวน ชักนำคณะศิษยานุศิษย์ดำเนินการจัดสร้าง และท่านรับเป็นผู้อุปการะโรงเรียนวัดท่าไทร ให้เจริญรุ่งเรืองกระทั่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่อย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน จนกระทั่งทางราชการได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนดังกล่าวมาเป็น โรงเรียนวัดท่าไทร (ดิตถานุเคราะห์) ใน พ.ศ. ๒๔๙๗ โรงเรียนดังกล่าวได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนวัดท่าไทร (ดิตถานุเคราะห์)” เนื่องจากพระครูดิตถารามคณาศัย (ชม คุณาราโม) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าไทรในสมัยต่อมา ท่านได้เอาใจใส่ต่อการจัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนของชาติ ให้การอุปการะสถานที่ เร่งพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนเป็นอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านได้เป็นผู้ทำการสอนในเมื่อไม่มีครูสอนเพียงพอและท่านยังได้สร้างอาคารเรียนเพิ่มเติม ให้แก่โรงเรียนประชาบาลตำบลท่าทองใหม่ ๑ (วัดท่าไทร) จนเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างดีอีกด้วย พ.ศ.๒๔๘๗-๒๕๑๙ รวม ๓๕ ปี ท่านได้รวบรวมเงินครบจำนวน ๑๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท ตามที่กฏหมายกำหนดไว้ในขณะนั้นเพื่อขอจดทะเบียนจัดตั้งเป็น “มูลนิธิสิญจนอุทิศดิตถารามวัดท่าไทร” โดยมอบให้ “คุณครูรัตนา เฉลิมพิพัฒน์ ชาวท่าทองใหม่ เป็นผู้ยืนเรื่องราวขอจัดตั้งมูลนิธิฯ

พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้เป็นประธานผู้เริ่มก่อตั้งมูลนิธิสิญจนอุทิศติดถารามวัดท่าไทรเพื่อบำรุงกิจการพระพุทธศาสนา และบำรุงการศึกษาพระภิกษุสามเณรวัดท่าไทรและเพื่อการกุศลสาธารณประโยชน์ โดยได้รับอนุญาตให้ตั้งเป็นมูลนิธิตามกฏหมาย เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๒๒ ทะเบียนลำดับที่ ๑๒๒๒) ซึ่งมูลนิธิฯ ดังกล่าวนั้น ยังคงอยู่และสืบสานอุดมการณ์ของท่านอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้

ภาพแสดงสำนักงานงานมูลนิธิสิญจน์อุทิศดิตถาราม

ซึ่งตั้งอยู่ในที่ใกล้เคียงกับมณฑปหลวงพ่อชม(ทิศตะวันออกของมณฑป)

งานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

๑. พ.ศ.๒๔๘๒ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเทศนาสั่งสอนประชาชน

๒.จัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่ศีลธรรม และปฏิบัติธรรมเนื่องในวันมาฆบูชาเป็นประจำทุกปี ผู้มาร่วมประชุมทำพิธี คือ พระภิกษุสามเณร ๒๕ รูป ประชาชน ๓๐๐ – ๓๕๐ คน

๓.จัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่ศีลธรรมและปฏิบัติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา เป็นประจำทุกปี ผู้มาร่วมประชุมทำพิธีคือ พระภิกษุสามเณร ๓๐ รูป ประชาชนประมาณ ๓๐๐ – ๓๕๐ คน

๔.จัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่ศีลธรรมและปฏิบัติธรรม เนื่องในวันอัฏฐมีบูชาเป็นประจำทุกปี ผู้มาร่วมประชุมทำพิธีคือ พระภิกษุ สามเณร ๓๐ รูป ประชาชนประมาณ ๓๐๐ – ๓๕๐ คน

๕.จัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่ศีลธรรมและปฏิบัติธรรมเนื่องในวันอาสาฬหบูชาเป็นประจำทุกปี ผู้มาร่วมประชุมทำพิธี พระภิกษุสามเณร ๓๐ รูป ประชาชนประมาณ ๓๐๐ – ๓๕๐ คน

๖.มีการอบรมพระภิกษุสามเณร หลังจากทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น เป็นประจำตลอดปี โดยอบรมเกี่ยวกับเรื่องพระธรรมวินัย และ การวางตนต่อภิกษุสามเณรด้วยกันและประชาชน

๗. มีการอบรมศีลธรรม ไหว้พระสวดมนต์และอบรมจรรยามารยาทแก่เด็ก เยาวชน และ พุทธบริษัททั่วไปเป็นประจำเสมอมา เช่น ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันธรรมสวนะ วันศารท วันนัก ขัตตฤกษ์ เป็นต้น

๘.มีผู้มาฟังธรรมเป็นประจำทุกวันธรรมสวนะ ประมาณ ๗๐-๘๐ คน ตลอดปี

๙.มีการอบรม ปาฐกถาธรรม แก่ประชาชน นักเรียน โดยแนะนำเรื่องการทำมาหากิน การไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้มีความเมตตากรุณาต่อกัน รู้จักมัธยัสถ์ รู้จักแบ่งทรัพย์ที่หามาได้ให้เป็นส่วน ๆ รู้จักการจับจ่ายใช้สอยแต่พอดี ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินตัว และรู้จักการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เป็นต้น

๑๐.ร่วมมือกับคณะสงฆ์และทางราชการ นการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาให้แก่ประชาชน ในเขตรับผิดชอบเป็นประจำทุก ๆ ปี

๑๑.ให้คำปรึกษาหารือและความอบอุ่นทางจิตใจแก่ผู้ที่ประสบปัญหาเดือดร้อน ผู้มาขอคำปรึกษา ผู้มาบำเพ็ญกุศล และผู้มาพบปะสนทนาธรรมที่วัดประมาณวันละ ๒๐-๓๐ คน เป็นประจำตลอดปี

งานด้านสาธารณูปการ

๑.ให้อุปการะและได้สร้างอาคารเรียนให้แก่โรงเรียนประชาบาลตำบลท่าทองใหม่ ๑ (วัดท่าไทร) เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนของเด็กและเยาวชนในบ้านท่าทอง ซึ่งต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๙๘ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์)

๒.เป็นผู้ชักนำประชาชนพุทธบริษัทและจัดหางบประมาณสร้างซุ้มประตูและกำแพงรอบวัดท่าไทร

๓.เป็นผู้ชักนำประชาชนพุทธบริษัทและจัดหางบประมาณสร้างเมรุเผาศพ พร้อมศาลาบำเพ็ญกุศลศพ (ศาลาประชาคณาศัย) ที่วัดท่าไทร

๔.เป็นผู้ชักนำประชาชนพุทธบริษัทจัดสร้างถนนสาย สะพานดิน – ทับท้อน เป็นระยะทางยาวประมาณ ๕ กิโลเมตร

๕. จัดให้มีการสร้างถังน้ำประปาขึ้นใช้ภายในวัดท่าไทร

๖. พ.ศ.๒๔๙๕ ได้หล่อพระพุทธรูปขนาดเท่าตัวจริงหลวง พ่อชม จำ นวน๑ องค์ ,พระประจำวัน ๘ องค์ และขณะเดียวกันคณะศิษยานุศิษย์ได้หล่อรูปเหมือนหลวงพ่อชมขนาดเท่าองค์จริง ๑ องค์ด้วย สมณะศักดิ์ครั้งหลังสุด

พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นพิเศษที่ พระครูดิตถารามคณาศัย ภาพถ่ายซึ่งศิษยานุศิษย์ขออนุญาตถ่ายเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสต้อนรับสัญญาบัตรพัดยศ

พระครูเจ้าคณะอำเภอ ชั้นพิเศษ ในราชทินนาม “พระครูดิตถารามคณาศัย)

ตำแหน่งครั้งหลังสุด

พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๕๒๒ ดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดท่าไทร พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๒๒ ดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าคณะอำเภอกาญจนดิษฐ์

มรณภาพ

พระครูดิตถารามคณาศัย (ชม คุณาราโม) ได้มรณภาพลงด้วยอาการอันสงบที่ วัดท่าไทร เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. ในขณะที่ท่านมีอายุได้ ๘๒ ปี ๖๒ พรรษา

ประชาชนและพุทธบริษัทวัดท่าไทร และวัดใกล้เคียง รวมทั้งพ่อค้าประชาชนทั่วไป ได้ร่วมกันจัดให้มีการบำเพ็ญกุศลศพท่านเป็นเวลา ๑๕ วัน ๑๕ คืน ทำบุญ ๕๐ วัน, และทำบุญ ๑๐๐ วัน แล้วจึงได้เก็บศพไว้บำเพ็ญ กุศลสวดพระอภิธรรมศพเป็นประจำทุกวันธรรมสวนะ(วันพระ)และได้จัดให้มีการพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ(เผาจำลอง) ในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๓ เสร็จแล้วได้สร้าง“มณฑป”ไว้เป็นที่เก็บบรรจุศพของท่านและเก็บอัฐิและรูปเหมือนของอดีตเจ้าอาวาสวัดท่าไทร เพื่อสักการะบูชาของประชาชนพุทธบริษัทสืบต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ภาพมณฑปเป็นที่บรรจุศพของหลวงพ่อชม,เก็บอัฐิและรูปเหมือนของอดีตเจ้าอาวาสวัดท่าไทร

ซึ่งผู้มีจิตศรัทธามาสักการะอยู่เป็นประจำไม่เคยขาด

รูปเหมือนเท่าขนาดองค์จริงของหลวงพ่อชม ซึ่งประดิษฐานไว้ในมณฑป เพื่อสาธุชนทั่วไปได้สักการะบูชาให้เกิดสิริมงคล

คุณธรรมที่ควรสรรเสริญและถือเป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง

พระครูดิตถารามคณาศัย (ชม คุณาราโม) ท่านเป็นพระเถระ ที่มั่นคงในสัมมาปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย เพรียบพร้อมด้วยสีลาจารวัตร และพรหมวิหารธรรม มีจิตใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาแก่ศิษยานุศิษย์และคนทั่วไป ชอบบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ และชอบช่วยเหลือประชาชนทั่วไป โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ และไม่เลือกศาสนาอีกด้วย ท่านเป็นผู้ที่พูดจริงทำจริง จึงทำให้เป็นที่เคารพ นับถือของประชาชนทั่วไปทั้งพุทธ คริสต์ และอิสลาม ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่สถาบันพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่วัดท่าไทรให้มีสภาพดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็เกิดขึ้นด้วยสติปัญญา บารมีและความสามารถของท่านหลวงพ่อชม ของพวกเรานี่เอง

อนึ่งหลวงพ่อชมท่านเป็นผู้ที่เอาใจใส่ต่อการศึกษาและส่งเสริมให้ศิษยานุศิษย์ให้ได้รับการศึกษา เป็นอย่างดีโดยท่านได้ส่งศิษย์ที่ท่านเห็นว่าขยันศึกษาเล่าเรียนจริง ๆ ให้ได้รับการศึกษาในระดับชั้นที่สูงขึ้นไปตามความสามารถจนกระทั่งเรียนจบมีชื่อเสียงในสังคมมากมาย เช่น พระมหาสนอง วิโรจโน ป.ธ.๙, นายปรีดา กนกนาค เป็นต้น+ ท่านได้อบรม แนะนำ สั่งสอน ให้ผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองและประชาชนทั่วไปให้เป็นคนที่ดี มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งท่านได้ถือปฏิบัติเป็นหน้าที่สำคัญและปฏิบัติมาตลอดชีวิต จนเป็นที่เคารพ ศรัทธาสักการะนับถือของคนทั่วไปทั้งที่ใกล้และที่ไกล จนสามารถกล่าวได้อย่างสนิทใจว่า คนชาวกาญจนดิษฐ์ ดอนสัก ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ของหลวงพ่อชม

ปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าร่างกายของหลวงพ่อชมจะได้สิ้นสลายไปตามกาลเวลานานแล้วก็ตาม แต่คุณงามความดีและจริยาวัตรแนวการปฏิบัติของท่าน ก็ยังคงปรากฏติดตา ตรึงใจและเป็นที่ยกย่อง สรรเสริญ สักการะบูชาของคณะศิษยานุศิษย์ อุบาสก อุบาสิกา และ ประชาชนทั่วไปอยู่มิเสื่อมคลาย จนถึงกับได้จัดให้มีงานสรงน้ำรูปเหมือนของท่านในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ (วันจบปีจบเดือน) ของทุก ๆ ปี โดยเรียกงานนี้ว่า “งานวันกตัญญู” ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้

หลวงพ่อพริ้ง วัดแจ้ง

1455789

วัตถุมงคลดังเมืองสุราษฎร์ธานี กล่าวสำหรับวัดแจ้งในสมัยที่ พระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) เป็นเจ้าอาวาสวัด ได้เป็นที่รู้จักของผู้คนโดยทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อท่านได้สร้างเหรียญปั๊มรูปเหมือนขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2493 เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ “พระครูอรุณกิจโกศล”+ เหรียญดังกล่าวที่ยังปรากฏในวงการพระเครื่อง ได้เป็นที่ระลึกเตือนถึงพระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) อยู่เสมอ แม้เมื่อท่านจะมรณภาพลงเป็นเวลาอันเนิ่นนานแล้วก็ตามแต่

ปูมหลังแห่งอัตโนประวัติของพระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) กล่าวว่า ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีมะโรง อันตรงกับวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2434 ที่ตำบลละเม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เป็นบุตรคนโต ในจำนวน 11 คน ของนายวอน เมืองนิเวศ และนางใย เมืองนิเวศ

ได้ศึกษาร่ำเรียนในชั้นต้นจากพระสมุห์จอน วัดป่าลิไลก์ อำเภอไชยา จนเมื่ออายุได้ 17 ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดป่าลิไลก์ โดยมีพระอธิการปาน เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2452

ครั้นมีอายุครบอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ก็ได้ทำการอุปสมบท ณ วัดสโมสร อำเภอไชยา เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2456 เวลา 14.00 น. โดยมีพระครูโสภณเจตสิการาม (คง) วัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการคล้ำ วัดป่าลิไลก์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์จอน ธมฺมจารี วัดสโมสร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “โกสโล”

จากนั้นได้จำพรรษาที่วัดสโมสร เพื่อร่ำเรียนวิชาอยู่ระยะหนึ่งก่อนไปจำพรรษาที่วัดเขาแก้ว อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเวลาหลายปี

ก่อนจะมาพำนักที่วัดคงคาราม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งพระน้องชายได้เป็นเจ้าอาวาสวัด คือ พระสมุห์พร้อม ซึ่งเป็นน้องชายต่อจากท่าน ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ “พระครูวิบูลทีปรัต”

ที่วัดคงคาราม พระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) ได้จำพรรษาอยู่จนกระทั่งได้รับอาราธนาจากพระยาเจริญราชภักดี (สิงห์ สุวรรณรักษ์) นายอำเภอเกาะสมุย พร้อมด้วยชาวบ้าน นิมนต์ท่านมาจำพรรษาที่วัดแจ้งในปี พ.ศ. 2471

และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดแจ้ง อำเภอเกาะสมุย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2471

ในด้านการศึกษาของพระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) ท่านสามารถสอบได้นักธรรมตรีเมื่อปี พ.ศ. 2469 ในสำนักเรียนวัดไตรธรรมาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสอบนักธรรมโทได้เมื่อปี พ.ศ. 2475 ในสำนักเรียนวัดแจ้ง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ภายหลังจากเป็นเจ้าอาวาสวัดแจ้งแล้ว ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2474 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย ในปี พ.ศ. 2480 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์

7 ตุลาคม พ.ศ. 2487 เป็นสาธารณูปการอำเภอ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

พ.ศ. 2484 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2491 เป็นพระครูชั้นประทวน

วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2492 เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ “พระครูอรุณกิจโกศล”

วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นโทในราชทินนามเดิม

หลวงพ่อกล่อม วัดโพธาวาส

17899554544

พระครู วิธูรธรรมสาสน์ หรือ หลวงพ่อกล่อม นนฺทะ อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธาวาส ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาอาคมแกร่งกล้าและมีชื่อเสียงโด่งดังรูปหนึ่งของ ภาคใต้

ท่านเกิดในปี พ.ศ.2389 ที่บ้านริมคลองท่ากูบ ต.มะขามเตี้ย จ.สุราษฎร์ธานี

ในวัยเด็กศึกษาหนังสือไทยและอักขระสมัยที่วัดโพธาวาส เมื่อเติบใหญ่ได้แต่งงานมีครอบครัว แต่ด้วยความเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส จึงตัดสินใจอุปสมบทเมื่ออายุได้ 24 ปี ในปี พ.ศ.2413 ณ พัทธสีมาวัดโพธาวาส โดยมีพระครูสุวรรณรังษี (มี) เจ้าอาวาสวัดโพธาวาส และเจ้าคณะเมืองกาญจนดิษฐ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่ออยู่ในสมณเพศ หลวงพ่อกล่อมเคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างยิ่ง ต้องลงโบสถ์ทำวัตรเช้า-เย็นทุกวันไม่เคยขาด แม้จะอาพาธก็ตาม ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “วันใดที่ท่านไม่ได้ลงโบสถ์ นั่นหมายถึงวาระสุดท้ายของชีวิตได้สิ้นแล้ว” นอกจากนี้ ยังตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมและท่องบทสวดมนต์เจ็ดตำนานสิบสองตำนานจนขึ้นใจ มุ่งมั่นปฏิบัติวิปัสสนาธุระ จนเป็นที่เคารพศรัทธาของพระภิกษุ สามเณร และชาวบ้านทั้งหลาย

ต่อมาในปี พ.ศ.2432 พระครูสุวรรณรังษีย้ายไปครองวัดกลาง หลวงพ่อกล่อม จึงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธาวาสสืบแทน ท่านเป็นพระนักพัฒนา ทำนุบำรุงและปฏิสังขรณ์วัดให้เจริญรุ่งเรืองอยู่เสมอ ด้วยคุณงามความดีของหลวงพ่อกล่อม ชาวบ้านจึงมักเรียกชื่อท่านว่า “พ่อท่านกล่อม”

ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2475 สิริอายุ 86 ปี พรรษาที่ 62

หลวงพ่อกล่อมเป็นพระเกจิผู้ทรงวิทยาอาคม และมีชื่อเสียงโด่งดังมากเรื่อง “เรือแข่ง” ในงานประจำปีของ จ.สุราษฎร์ธานี ที่เรียกว่า “งานชักพระ” ซึ่งจะมีการแข่งขันเรือยาวกัน สมัยนั้น เรือของวัดโพธาวาสไม่มีคำว่าพ่ายแพ้ต่อผู้ใด เล่ากันว่า ท่านให้ลูกศิษย์จัดการขุดเรือขึ้นมา พอเวลาเช้าของวันแข่งขันท่านจะออกมายืนริมคลองมะขามเตี้ยแล้วบริกรรมคาถา ปรากฏว่าเรือที่จอดอยู่บนคานแล่นลงน้ำได้อย่างอัศจรรย์ นอกจากนี้ ท่านยังสามารถบริกรรมคาถาสะกดจระเข้ได้เช่นเดียวกับพ่อท่านคล้าย แห่งวัดสวนขัน ดังนั้น

วัตถุมงคลของท่านจึงเป็นที่นิยมของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและชาวสุราษฎร์ธานี อย่างสูง ส่วนใหญ่ท่านจะสร้าง ตะกรุดและสาริกาลิ้นทอง แต่ที่เป็นที่นิยมและหายากที่สุดเห็นจะเป็น “เหรียญหล่อรูปเหมือนรุ่นแรก” ที่สร้างในปี พ.ศ.2470 โดยทำการหล่อกันที่โรงครัว จึงมักเรียกกันว่า “รุ่นโรงครัว” ลักษณะเป็นเหรียญหล่อแบบโบราณทรงกลมรี หูขวาง หล่อด้วยเนื้อทองผสมเงินหัวนะโม และทองคำที่ชาวบ้านนำมาถวายใส่เบ้าหลอม พิมพ์ด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อกล่อมเต็มรูป ครองจีวรรัดประคด พาดผ้าสังฆาฏิ นั่งขัดสมาธิเอามือจับเข่าทั้งสองข้าง ใต้ผ้ารองนั่งจารึกปีที่สร้าง “พ.ศ.๒๔๗๐” ขอบเหรียญภายในคู่ขนานบรรจุอักขระขอม ด้านหลัง เป็น “ยันต์ห้า” และอักขระขอม เนื่องจากเป็นการ “หล่อแบบโบราณ” เหรียญจึงมักชำรุดหรือติดไม่เต็มพิมพ์ “เหรียญหล่อรูปเหมือนพระครูวิธูรธรรมสาสน์” ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ จึงมีน้อยมาก

น้ำเต้ากันไฟ ของเจ้าคุณสังวรา (ชุ่ม) วัดพลับ

661
อัตตโนประวัติของ เจ้าคุณสังวรา (ชุ่ม) ท่านเกิดที่บ้าน ต.เกาะท่าพระ อ.บาง กอกใหญ่ จ.ธนบุรี เมื่อวันพุธที่ 16 พ.ย. 2396 ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 ตรงกับปีฉลู จ.ศ.1215 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประสูติ

เป็นบุตรของนายอ่อนและนางขลิบ เยาว์วัยได้เรียนอักขรสมัยในสำนักพระอาจารย์ทอง วัดราชสิทธาราม ตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบ จนอายุ 13 ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณรในสำนักพระสังวรานุวงษ์เถร (เมฆ) และศึกษาเล่าเรียนในสำนักนี้ตลอดมา

อายุ 21 ปี เข้าอุปสมบท มีพระสังวรานุวงษ์เถร (เมฆ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านปลัดโต และพระสมุห์กลัด เป็นคู่กรรมวาจาจารย์ ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่หลายปี แต่ไม่เคยสมัครเข้าสอบไล่หรือบาลีในสนามหลวง

เมื่อแตกฉานแล้วจึงหันมาเรียนและขึ้นกรรมฐานกับพระอุปัชฌาย์ เริ่มจากวิชาธรรมกายจนถึงถอดรูปได้ เรียนอยู่นานจนพระอุปัชฌาย์เชื่อมือ และได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญที่สุดในบรรดาศิษย์ทั้งหมด จนกระทั่งปีพ.ศ.2422 ได้เป็นพระใบฎีกาฐานานุกรมของพระสังวรานุวงษ์เถร (เมฆ)

หลังพระอุปัชฌาย์มรณภาพ ท่านก็รับหน้าที่เป็นพระอาจารย์สอนและบอกกรรมฐานพระเณรและคฤหัสถ์ทั่วไป และมีโอกาสได้ออกไปรุกขมูลและถือธุดงค์บ่อยครั้ง สถานที่ที่ท่านชอบไปคือแถบพระพุทธบาทห้ารอย จ.เชียงราย ไปจน ถึงเมืองหงสาวดีและย่างกุ้ง ในประเทศพม่า

ถึงปีพ.ศ.2431 เลื่อนเป็นพระสมุห์ฐานานุกรมในพระสังวราฯ (เอี่ยม) ต่อมาในปีพ.ศ.2451 ได้รับพระราชทานเลื่อนเป็นพระราชาคณะที่ พระสังวรานุวงษ์เถร ได้เป็นเจ้าอาวาสต่อจาก พระมงคลเทพมุนี (เอี่ยม) รับพระราชทานนิตยภัตเพิ่มอีกเดือนละสามตำลึงเสมอด้วยชั้นราช รุ่งขึ้นอีกปีได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เพิ่มนิตยภัตขึ้นอีกเดือนละสองบาทรวมเป็นสามตำลึงครึ่ง

เจ้าคุณสังวรา (ชุ่ม) เป็นพระมหาเถระที่มีพรหมวิหารสี่ครบถ้วน จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาในหมู่ชนอย่างมาก เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิต มีอุบาสกอุบาสิกาและประชาชนทั่วไปมาฟังธรรมในวัดและเล่าเรียนทางวิปัสสนาธุระกันมากต่อมาก เพราะท่านมีความรู้ความสามารถจึงอบรมสั่งสอนถ่ายเทความรู้ให้จนหมดสิ้น

ทั้งนี้ ท่านเป็นพระเถระรูปสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานพัดหน้านางงาสานต่อจากเจ้าคุณเฒ่า หรือหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ซึ่งหลังจากท่านแล้วก็ไม่มีรูปใดได้รับพระราชทานอีกเลย อาจจะเป็นเพราะไม่มีพระราชาคณะรูปใดเหมาะสม หรือเพราะวัสดุและชิ้นส่วนงาสานนี้มีราคาแพงและหาได้โดยยาก จึงไม่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นอีก

นอกจากนี้ ท่านเป็นพระอาจารย์ของ พระเกจิอาจารย์สำคัญทางฝั่งธนบุรีหลายรูป เช่น หลวงปู่นาค วัดระฆัง หลวงพ่อพริ้งวัดบางปะกอก และหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เป็นต้น

เครื่องรางของขลังที่ถือกันว่ามีพุทธานุภาพ เข้มขลังในด้าน “ป้องกันอัคคีภัยตามเคหสถานบ้านเรือน” ก็คือเครื่องรางของขลังในรูปแบบของ “น้ำเต้า” และน้ำเต้าที่มีชื่อเสียงรู้จักกันแพร่หลายและมีประสบการณ์จนขึ้นชื่อลือชาที่สุดเห็นจะได้แก่ น้ำเต้ากันไฟของ พระสังวรานุวงษ์เถร (ชุ่ม) หรือ ท่านเจ้าคุณสังวรา (ชุ่ม) อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 16 ของวัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ

พระอารามหลวงเก่าแก่แห่งหนึ่งซึ่งมีพระกรุ พระเก่ายอดนิยมที่นักสะสมพระเครื่องต่างหมายปอง และมีราคาเช่าหาที่แพงมิใช่น้อย อดีตเจ้าอาวาสที่มีชื่อเสียงก็คือ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) เจ้าอาวาสองค์แรก

ท่านเจ้าคุณพระสังวรา (ชุ่ม) เป็นพระเถระที่เชี่ยวชาญทางวิปัสสนากรรมฐาน และสร้างพระเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเครื่องรางอย่าง “น้ำเต้ากันไฟ” ซึ่งท่านได้วิชานี้มาขณะออกเดินธุดงค์ โดยได้ไปพบศาลาพักร้อนกลางป่าหลังหนึ่ง ซึ่งโดยรอบศาลาถูกไฟไหม้เสียหายไปทั้งหมด แต่ตัวศาลากลับไม่ได้รับความเสียหาย เป็นที่น่าอัศจรรย์ จึงเดินดูรอบๆ พบบริเวณอกไก่ มีน้ำเต้าแขวนไว้ลูกหนึ่ง

เมื่อเทออกดูพบคาถากันไฟบทหนึ่งบรรจุอยู่ภายใน ได้นำติดตัวกลับมาด้วย ภายหลังกลับไปพบว่าศาลาดังกล่าวถูกไฟป่าไหม้เสียหายแล้ว เมื่อประจักษ์ในอภินิหารดังกล่าว ท่านจึงได้สร้างน้ำเต้าบรรจุคาถาแจกจ่ายแก่ศิษยานุศิษย์ จนมีชื่อเสียงถึงทุกวันนี้

น้ำเต้าของท่านจะเลือกเอาแต่น้ำเต้าตรงตามลักษณะที่ตำราบ่งบอกไว้และแก่จัดมากๆ มาควักเอาเนื้อในและเม็ดออกให้หมดแล้ว นำมาลงอักขระเลขยันต์ และปลุกเสกตามสูตรโบราณ ที่ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากครูบาอาจารย์ ที่เคยพบบางลูกก็มีการถักเชือกและลงรักปิดทองไว้ บางลูกก็ไม่มี ไม่เป็นที่แน่นอนเสมอไป แต่ชาววงการมักจะนิยมและเล่นหาแบบถักเชือกและลงรักมากกว่า

ส่วนขนาดนั้นก็ไม่แน่นอนเนื่องจากการสร้างน้ำเต้ากันไฟนี้ถ้าจะสร้างให้ถูกต้องตามแบบโบราณนั้นสร้างยากมาก นับตั้งแต่หาวัสดุ จนถึงขั้นตอนการปลุกเสก เป็นผลให้น้ำเต้าของท่านเจ้าคุณสังฆ วรา (ชุ่ม) นี้มีจำนวนน้อยมาก นานๆ จะพบสักลูกหนึ่ง

สำหรับ “น้ำเต้ากันไฟ” ที่นำมาเสนอนี้เป็นน้ำเต้ากันไฟขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันภาษาวงการว่า “ใบครู” ซึ่งอยู่ในสภาพ สมบูรณ์มาก ทองเก่าที่ปิดเก่าซีดจนจะกลายเป็นสีเดียวกับสีพื้นของน้ำเต้าอีกทั้งมีการลงอักขระเลขยันต์บนน้ำเต้า จัดได้ว่าหาดูได้ยากยิ่ง

มีเรื่องที่ท่านเล่าให้ศิษย์ฟังเรื่องหนึ่งเมื่อท่านธุดงค์ไปสุพรรณบุรี เพื่อนมัสการหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ โดยท่านกะว่าเมื่อนมัสการแล้วจะออกไปแสวงหาวิเวกนอกเมือง ด้วยพระธุดงค์สมัยก่อนไม่นิยมการอยู่ในเขตบ้านเรือนหรือในเมืองเพราะเป็นที่ไม่เหมาะแก่การเจริญภาวนา

ครั้นไปถึงแล้วปรากฏว่าเป็นเวลาเย็น พระวิหารหลวงพ่อโตปิดลั่นดาลทั้งนอกและใน แล้วด้านหน้าใส่สลักดาล ด้านหลังใส่กุญแจ ท่านก็เที่ยวเดินหาคนที่คอยดูแลพระวิหาร แต่ไม่พบ จึงตั้งใจว่าจะกราบนมัสการข้างนอก โดยนึกในใจว่า วาสนาของเราไม่มีในคราวนี้จักต้องไปที่อื่น คราวหน้าจะหาโอกาสมานมัสการใหม่ แล้วทรุดตัวลงนั่งกราบ พลันหูก็ได้ยินเสียงดาลประตูลั่นดังแกร๊กจากทางด้านหน้า และประตูพระวิหารก็แง้มออกพอมีช่องให้เข้าไปได้

ท่านจึงเดินเข้าไปผลักประตูออก แล้วเข้าไปนมัสการหลวงพ่อโตด้วยความอิ่มใจ และเดินดูจนทั่วพระอุโบสถว่าใครเปิดพระวิหารให้เข้าไป แต่ก็ไม่พบ เดินวนจนอ่อนใจจึงกราบนมัสการลาหลวงพ่อโต แล้วผลักบานประตูให้สนิทกัน พลันก็ได้ยินเสียงลั่นดาล เมื่อเอามือผลักดูก็พบว่าดาลข้างในปิดตายแล้ว ท่านว่าเทพยดานิมิตให้ได้เข้าไปนมัสการ

เจ้าคุณสังวรา(ชุ่ม) ครองวัดราชสิทธารามอยู่ 12 ปีจึงมรณภาพ เมื่อปีพ.ศ.2470 รวมอายุได้ 74 ปี ในงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์ สิริวัฑฒโน) วัดราชบพิธฯ เสด็จเป็นประธานพระราชทานเพลิงศพด้วย นับเป็นงานที่ใหญ่โต โดยสร้างเมรุลอยบนภูเขาจำลอง มีมหรสพสมโภชถึง 3 วัน 3 คืน

ในงานมีเหรียญที่ระลึกแจก เป็นเหรียญเนื้อทองแดงรูปไข่ หูเชื่อม ซึ่งแม้จะเป็นเหรียญตาย แต่ปัจจุบันหายากมาก สนนราคาเหรียญที่สวยๆ ประมาณหมื่นบาท ที่สำคัญ ปลุกเสกโดยสุดยอดพระคณาจารย์ดังในยุคนั้น อาทิ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ เป็นต้น

สำหรับวัตถุมงคลที่ท่านสร้างไว้มีด้วยกันหลายอย่าง เช่น ตะกรุดสามกษัตริย์,น้ำเต้ากันไฟ,พระพิมพ์เล็บมือ หรือพิมพ์ซุ้มกอ เนื้อชินตะกั่วถ้ำชา,พระพิมพ์ห้าเหลี่ยม เนื้อชินตะกั่วถ้ำชา และเนื้อสำริด, พระพิมพ์สองหน้า เนื้อชินตะกั่วถ้ำชา,พระพิมพ์เนื้อเงิน และเนื้อทองฝาบาตร,พระปิดตา เนื้อตะกั่วอาบปรอท ทั้งนี้ ด้านหลังพระเนื้อตะกั่วแทบทุกพิมพ์ จะมีเหล็กจารตัวเฑาะ ขัดสมาธิ หรือลงอักขระขอมอ่านว่า “อิ กะ วิ ติ” มีตัว “นะ” อยู่ตรงกลาง ที่เรียกกันว่า ยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า

ทางด้านพุทธคุณ กล่าวขวัญกันว่า ดีเด่นทางแคล้วคลาด คงกระพัน มหาอุด บรรดาเซียนพระรุ่นเก่า และนักสะสมรุ่นอาวุโสล้วนมีวัตถุมงคลของท่านพกพาติดตัวอย่างน้อยหนึ่งองค์ และเคยได้ประสบการณ์มาแล้วมากต่อมาก บางท่านก็ภาวนาพระคาถาของท่านคือ “พระโสนามะยักโข เมตทันตปริวาสะโก อะสุณิหะเตโหตะโต ชยะมังคละ” พระคาถานี้ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก ท่านเจ้าคุณสังวราฯ(ชุ่ม) จารลงในใบลาน ใช้ป้องกันไฟ ป้องกันฟ้าผ่า กันคุณไสย อัปมงคลและสิ่งชั่วร้ายทั้งมวล

เครื่องรางของขลังในประเทศไทย

552

เครื่องรางของขลัง มีความผูกพันกับคติความเชื่อของสังคมไทยมายาวนานมาก โดยเฉพาะสังคมไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นแกนกลาง บรรดาเครื่องรางของขลังต่างๆ นับเป็นส่วนเสริมให้ พุทธาคม กฤตยาคม และไสยาคม สามารถเข้ากันได้และเดินไปด้วยกันอย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบ อย่างเวลารบทัพจับศึก “พุทธาคม” อาจจะช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย เป็นการเสริมสร้างกำลังใจ สร้างความฮึกเหิม และความมั่นใจให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ล้วนเป็นคติความเชื่อซึ่งฝังรากลึกในสังคมไทยมาแต่โบร่ำโบราณ ชนิดที่ว่าแยกกันไม่ออกกับชีวิตประจำวันของสังคมทีเดียว

อีกนัยหนึ่ง “เครื่องรางของขลัง” น่าจะเป็น “สัญลักษณ์” หรือ “สิ่งชี้นำ” จะสังเกตว่า ในยุคโบราณเราจะพบเห็นลูกปัดและหินสีฝังรวมอยู่ในหลุมศพ ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นเครื่องชี้นำให้ผู้ตายได้ข้ามภพข้ามชาติไปสู่สุคติตามความเชื่อ โดยเฉพาะประเทศอียิปต์ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมหลังความตาย

สำหรับประเทศไทย ก็มีการใช้ “เครื่องราง” เป็นสิ่งชี้นำเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น “ขุนแผน” ในวรรณคดีโบราณ “ขุนช้างขุนแผน” เวลาจะออกรบก็จะต้องเตรียมเครื่องรางพร้อมสรรพ ดังเช่น

“สะเอวคาดราตคตก็สีดำ คล้องประคำตะกรุดทองทั้งสองสาย

ใส่เสื้อยันต์ลงองค์นารายณ์ เข็มขัดขมองพรายคาดกายพลัน

ประจงจับประเจียดประจุพระ โพกศีรษะทะมัดทะแมงดูแข็งขัน

ทั้งพ่อลูกผัดผงที่ลงยันต์ แล้วเสกจันทน์เจิมหน้าสง่างาม”

มักเชื่อกันว่า “เครื่องราง” จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดนิมิต ลางดี ลางร้ายต่างๆ เปรียบ เหมือนการเตือนสติให้ระมัดระวังไม่ประมาท จะออกทางไหนซ้ายหรือขวา เครื่องรางก็จะช่วยชี้นำการตัดสินใจ น่าจะคล้ายๆ กับการเสี่ยงทาย

เครื่องรางของขลังโบราณของไทยนั้นมีมากมายหลายชนิด ทั้ง ประคำ ผ้าประเจียด เบี้ยแก้ ยันต์นานาประเภท ปลัดขิก ตะกรุด ลูกอม กะลาตาเดียว เขี้ยวหมูตัน หนังหน้าผากเสือ รักยม กุมารทอง แหวนพิรอด รูปเคารพต่างๆ เช่น รักยม กุมารทอง นางกวัก แม่โพสพ หรือ เสือ สิงห์ วัวธนู ลิง หนุมาน และอีกมากมายนับไม่ถ้วน ส่วนกรรมวิธีจัดสร้าง ตลอดจนวิธีอาราธนา หรือ “ใช้” เครื่อง รางของขลังของโบราณก็ต้องดูฤกษ์ดูยาม วัสดุอาถรรพ์ กำลังวัน และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อเพิ่มความเข้มขลังให้แก่เครื่องรางของขลังนั้นๆ

ยกตัวอย่างเช่น “ตะกรุด” ซึ่งสมัยเด็กๆ เรามักจะได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังถึงความศักดิ์สิทธิ์ และนิยมพกพาติดตัวกัน บางท่านก็ออกเสียงเป็น “กะตรุด” โดยส่วนใหญ่จะเน้นด้านคงกระพันชาตรี ที่จริงแล้ว “ตะกรุด” เป็นหนึ่งในเครื่องรางของขลังที่ผูกพันกับคติความเชื่อ ในสังคมไทยมาช้านาน โดยเฉพาะในการรบทัพจับศึกเข้าสู่สนามรณรงค์สงคราม ตะกรุดจะติดตัวติดตามแบบไปไหนไปด้วยช่วยกันรบ

“ตะกรุด” โดยทั่วไปมักจะหมายถึง การนำโลหะแผ่นบางๆ อาจจะเป็นทองคำ เงิน นาก ตะกั่ว หรือโลหธาตุผสมอื่นๆ มาลงอักขระเลขยันต์โดยโบราณาจารย์ ซึ่งจะใช้เหล็กจารเขียนพระคาถาผูกขึ้นเป็นมงคล ก่อนที่จะม้วนให้เป็นแท่งกลมโดยมีช่องว่างตรงแกนกลางสำหรับร้อยเชือกติดตัว หรืออาจจะถักด้วยเชือก หญ้า หรือด้ายมงคล แล้วนำไปจุ่มหรือชุบรัก ก่อนร้อยเชือก ตามกรรมวิธีของแต่ละคณาจารย์

บรรดาเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษ นิยมสร้างตะกรุดและเครื่องรางของขลังต่างๆ เพื่อป้องกันภยันตรายต่างๆ และเสริมส่งดวงชะตาราศีให้กับศิษยานุศิษย์และสาธุชนทั่วไปมาตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบัน ความเชื่อถือและความยึดมั่นในพุทธานุภาพแห่งเครื่องรางของขลังนั้นยังคงไม่เสื่อมถอยลงเลย

ยิ่งในยุคปัจจุบันที่อะไรๆ ก็ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน เป็นไปดังคำกล่าวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้ ทั้ง เศรษฐกิจ การบ้านการเมือง ความเป็นอยู่ และภัยพิบัตินานัปการ จะเดินทางออกไปทำธุระ เที่ยวเตร่ หรือแม้แต่พักผ่อนอยู่ในเคหสถานของตนเอง ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่น้ำจะไหลหลากมา เมื่อไหร่จะเกิดพายุกระหน่ำ หรือเมื่อไหร่จะโดนลูกหลงตูม..ตูม ความหวาดผวาในเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดคิดนี้ ทำให้เกิดการเสาะแสวงหาเครื่องยึดเหนี่ยว เครื่องป้องกัน เพื่อความอุ่นใจและเป็นการสร้างเสริมกำลังใจแก่ตนและครอบครัว ความนิยมในวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังต่างๆ จึงกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่งครับผม

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์