ธรรมะย่อยวิกฤต

98711235

อากาศในช่วงฤดูฝนมืดครึ้มแทบทุกวัน คงไม่มีปัญหาสำหรับคนอยู่บ้านหรือทำงานในอาคารมิดชิดมากนัก แต่ใครที่กำลังคิดจะเดินทางคงต้องวางแผนหรือเตรียมร่มไว้เผื่อฝนตก ธรรมชาติมักจะเตือนเราให้รู้ก่อนจะเกิดวิกฤตเสมอ เพื่อให้เราได้มีโอกาสเตรียมตัวตั้งรับ ผิดกับชีวิตมนุษย์ที่ไม่มีอะไรแจ้งเตือนล่วงหน้าว่าจะมีเวลาเหลือเท่าไร จะเป็นโรคอะไร จะตายเมื่อไร และตายแล้วไปไหน

ไม่สามารถบอกได้ นอกจากเตรียมตัวไว้เสมอเพื่อรับวิกฤตตลอดเวลา มีบริษัทแห่งหนึ่ง ผู้จัดการลองให้พนักงานเขียนถึงสิ่งที่ตนเองจะทำหากมีชีวิตอยู่อีกไม่เกิน 1 ปี แล้วค่อยๆ ลดลงเหลือ 1 เดือน 1 วัน 1 ชั่วโมง พนักงานหลายคนพอได้ทบทวนก็ค่อยๆ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปทีละอย่าง จนเหลือเพียงสิ่งที่สำคัญที่สุด แล้วให้นำสิ่งที่เขียนนั้นติดไว้ตรงที่เราเห็นชัดที่สุดทั้งที่บ้านและที่ทำงานเพื่อจะได้ลงมือทำ

เวลาผ่านไปหลายเดือน ผู้จัดการก็เรียกพนักงานเหล่านั้นมาถามถึงผลจากสิ่งที่ได้ทำไป ปรากฏว่าทุกคนแค่คิดว่าจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำเหมือนเดิม อาจเป็นได้ที่ทุกคนยังคงประมาทกับการใช้ชีวิต หรืออาจยังไม่พบกับวิกฤตในชีวิตจริงๆ

เหมือนวิกฤตที่เกิดขึ้นกับพระนางสามาวดีอุบาสิกา แม้จะดำรงมั่นในพระรัตนตรัยพร้อมกับเหล่าบริวารที่กำลังจะถูกไฟคลอก ช่วงเวลานั้นบริวารของนางต่างวิ่งวุ่น เพื่อหาวิธีเอาตัวรอด ดังเมื่อครั้งพระมหาชนกโพธิสัตว์กำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤต เรือกำลังจะจม แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ จึงดั้นด้นค้นหาทางรอดจนหลุดพ้นจากภัยอันตรายมาได้ เป็นธรรมดาของผู้ได้ศึกษาหลักคำสอนเรื่องความเพียรพยายามมา ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตขนาดไหนก็ต้องสู้จนกว่าจะถึงที่สุด

เมื่อพยายามเต็มที่แล้วยังไม่หลุดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ นางสามาวดี จึงพยายามค้นหาธรรมะข้ออื่นในการฝ่าภัยร้าย แต่ด้วยขีดจำกัด ของกรรมที่นางและเหล่าบริวารได้เคยสั่งสมไว้ตั้งแต่อดีตชาติ โดยคราครั้งนั้นนางและบริวารได้เผาหญ้าที่สูงเทียมศีรษะ เพื่อต้องการขจัดไล่ความหนาวจากการอาบน้ำในสระอย่างยาวนาน แต่พอหญ้าค่อยๆ ไหม้ไป นางแลเห็นว่ามีพระอยู่ภายใน ด้วยความตกใจกลัวว่าจะโดนจับและต้องโทษ จึงรีบเอาหญ้ามาสุมเพื่อให้ไฟไหม้ไม่ให้เหลือซากความผิดติดตัวได้

กรรมครั้งนั้นทำให้นางไม่สามารถเห็นธรรมะสำคัญ เช่น “การอธิษฐานสัจจะ” ดังที่พระโพธิสัตว์ใช้แก้ไขปัญหาวิกฤต จนนำตัวเองหลุดพ้นจากความตายไปได้หลายต่อหลายครั้ง

เมื่อนางคิดไม่ได้ จึงได้แต่เตือนให้บริวารใช้สติระลึกรู้ตัว ไม่ประมาท ยิ่งช่วงเวลาความเป็นความตายกำลังคืบคลานเข้ามาจนไม่มีเวลาเหลือแล้วสำหรับทำอย่างอื่น เราควรจะรีบมุ่งมั่นทำสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่นศรัทธาให้ทันเวลาที่เหลืออยู่ พระนางพร้อมทั้งบริวาร จึงเจริญภาวนาก่อนจะสิ้นใจด้วยสติ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บารมีของแต่ละคนแตกต่างกันไป

ธรรมะจึงเป็นแสงสว่างช่วยนำทางเราออกจากวิกฤตชีวิตอันแสนมืดมิดนี้ได้ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเราไม่ได้ตาบอดด้วยความไม่รู้ และไม่ได้สายตาสั้นด้วยกรรมที่ทำมาเสียก่อน

คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา

พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ

รับผิดชอบร่วมกัน สังคมเป็นสุข

8889966

เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ จะต้องทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ตลอดเวลา ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่ละชีวิตต่างก็ต้องการที่จะเสริมสร้างความสุข ความมั่นใจ และความปลอดภัยให้กับตนเองอยู่เสมอ สังคมจึงเป็นแหล่งศูนย์รวมทางความคิดที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมา เพื่อแสวงหาคำตอบทุกๆ อย่างให้กับตนเอง

สังคมในทุกระดับชั้นเป็นแหล่งรวมคนหลายๆ คนเข้าด้วยกัน ซึ่งในจำนวนผู้คนเหล่านั้น แต่ละคนต่างก็มีชีวิต มีจิตวิญญาณ มีความรู้สึกนึกคิดและมีจุดหมายปลายทางที่แตกต่างกันออกไป

ด้วยเหตุนี้ บางครั้งทำให้สังคมต้องเกิดปัญหาหรือมีความสับสนวุ่นวาย อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางด้านความคิดของแต่ละคน ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่สังคมมีปัญหาขึ้นจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ผู้ที่จะทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้หมดสิ้นไปได้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกๆ คนนั่นเอง ที่จะต้องสามัคคีร่วมใจกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมของตนเองให้ดีและมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

สังคมที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้ คงจะมีความสงบสุขและน่าอยู่มากกว่านี้ ถ้าสมาชิกในสังคมแต่ละคนมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี เสียสละละวางความเห็นแก่ตัวลง ละโทษ ข้อบกพร่อง สิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ให้แก่กันละกัน พร้อมทั้งน้อมนำเอาหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางดำเนินชีวิต ชีวิตก็จะมีความเจริญอย่างเดียว

โทษข้อบกพร่อง ความผิดพลาดที่เกิดจากความประมาทในการดำเนินชีวิต อาจมีบ้างในบางครั้ง เช่นจากคนที่เคยนอนตื่นเช้าก็กลายเป็นคนนอนตื่นสาย จากคนที่เคยซื่อสัตย์สุจริตก็กลายเป็นคนคดโกงโกหกหลอกลวง

จากคนที่เคยขยันหมั่นเพียรก็กลายเป็นคนเกียจคร้าน จากคนที่มีความรับผิดชอบก็กลายเป็นคนเหลวไหล

จากคนที่เคยน่าไว้ใจก็กลายเป็นคนไม่น่าไว้ใจ จากคนที่เคยมีน้ำใจเอื้อเฟื้อแก่คนทั่วไปก็กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว

กล่าวโดยสรุปก็คือจากเดิมที่เคยเป็นคนดีก็กลายเป็นคนไม่ดี เหล่านี้ล้วนมีผลเสียโดยตรงต่อตนเอง และอาจมีผลเกี่ยวเนื่องต่อบุคคลอื่นขยายผลเสียไปสู่สังคมได้

บุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้ปรารถนาดี เมื่อมองเห็นโทษอันจะเกิดขึ้น จึงควรว่ากล่าวตักเตือน แนะนำด้วยการพูดแต่สิ่งที่ดี พูดกันด้วยความรักความปรารถนาดี รู้จักการพูดให้กำลังใจกันและกัน

และในยามที่มีใครต้องล้มลง ต้องพบกับความทุกข์ ความผิดหวังหรือความเศร้าหมองต่างๆ ต้องไม่มีการพูดจาซ้ำเติมกัน ไม่นินทาว่าร้ายกันทั้งต่อหน้าและ ลับหลัง พร้อมทั้งให้กำลังใจ แนะนำในสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ให้แก่กัน สังคมจะพบกับความสงบสุขแน่

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

บัณฑิตผู้ชี้โทษ เหมือนชี้ขุมทรัพย์

4446666

บัณฑิตโดยความหมายทั่วไป คือผู้ที่มีการศึกษาสูงระดับปริญญาตรีขึ้นไป จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นบัณฑิต แต่ในทางพระพุทธศาสนา บัณฑิตหมายถึงผู้ที่ทรงความรู้ ดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง คิดดี ทำดี และพูดดี เมื่อท่านมองเห็นโทษแล้วไม่นิ่งดูดาย มีจิตเมตตากล้าหาญในการชี้โทษ ชี้ผิด ชี้ถูกให้

พระพุทธเจ้า ทรงเป็นยอดบรมครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงแนะนำพร่ำสอน ตักเตือนสาวกทั้งหลาย ทำให้สาวกเหล่านั้นได้ลิ้มรสพระธรรม ดื่มด่ำกับทรัพย์ภายในอันประเสริฐ ดังนั้น พระพุทธองค์คือผู้ชี้โทษว่ากล่าวตักเตือนพุทธศาสนิกชนให้เว้นจากความชั่วทั้งปวง ให้ตั้งอยู่ในคุณงามความดี เหมือนชี้ขุมทรัพย์ให้

พ่อแม่ เมื่อรักลูกก็ต้องหมั่นตักเตือนอบรมสั่งสอนปลูกฝัง และลงโทษตามควรแก่โทษ ไม่ใช่ลูกคนไหนรักมากแล้วทำอะไรก็ถูกไปหมด กลายเป็นคนกลัวลูก ถ้าอย่างนี้อีกหน่อยลูกจะกลายเป็นโจร เป็นคนเกเร ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร คนที่ต้องเสียใจในภายหลังก็คือพ่อแม่นั่นเอง การอบรมลูกให้เป็นคนดี แม้จะเหน็ดเหนื่อยลำบากบ้างในบางครั้ง แต่ก็มีผลอันน่าชื่นใจในภายภาคหน้า ดังนั้น พ่อแม่คือบัณฑิตที่คอยตักเตือนชี้โทษ เหมือนชี้ขุมทรัพย์ให้ลูกๆ

ครูอาจารย์ จะต้องรู้จักวิธีว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอนศิษย์ หมั่นอบรมบ่มเพาะให้เป็นคนดี ปลูกฝังให้มีอุดมคติ มีหลักใจ ส่วนอาจารย์ที่ปล่อยปละละเลย ศิษย์อาจรู้สึกสบายในเบื้องต้น แต่คงนึกดูหมิ่นในภายหลัง ถึงแม้ศิษย์จะมีความเคารพนับถือบ้างแต่ก็ไม่จริงจัง เพียงสักว่าแสดงความเคารพนับถือ พอเป็นพิธีเพียงเพื่อไม่ให้คนทั้งหลายกล่าวได้ว่าไม่เคารพนับถือครูอาจารย์

ดังนั้น ครูอาจารย์จึงเป็นบัณฑิตสำหรับศิษย์ คอยตักเตือนชี้โทษ เหมือนชี้ขุมทรัพย์ให้ศิษย์ทั้งหลาย

ในระหว่างญาติมิตร ที่หวังดีต่อกัน เมื่อเห็นมิตรดำเนินชีวิตผิดพลาด มีความประมาทเป็นที่ตั้ง ต้องคอยช่วยระมัดระวังตักเตือนกัน ท่านจัดว่าเป็นมิตรแท้ ส่วนคนโง่ทำตนให้ใครเตือนไม่ได้ ในที่สุดก็หามิตรที่ดีไม่ได้ จะได้ก็แต่มิตรปอกลอก มิตรหัวประจบ มิตรชักชวนไปในทางเสื่อม ดังนั้น ญาติมิตรที่ดีจึงเป็นบัณฑิตของญาติมิตร ที่คอยตักเตือนชี้โทษ เหมือนชี้ขุมทรัพย์ให้

มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่เชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ ญาติมิตร ผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ ผู้ทำหน้าที่ตักเตือน ทำให้เกิดสติปัญญารู้สึกละอายชั่วกลัวบาป และดำรงมั่นอยู่ในคุณงามความดี มีความกตัญญูกตเวที เป็นต้น เป็นผู้ได้รับทรัพย์ภายใน เป็นทรัพย์ที่ประเสริฐ สามารถติดตัวตามตนส่งผลให้ผู้นั้นมีสุขภาพจิตดี มีความคิดที่สร้างสรรค์ ไม่ชอบก่อทุกข์คือสร้างปัญหาใดๆ ทำให้มีบุคลิกภาพดี สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม สังคมก็ร่มเย็นเป็นสุข

ผู้ถูกตักเตือน เมื่อรู้ถึงความหวังดีแล้ว ก็ควรรับคำเตือนด้วยความเคารพ ให้ความหวังแก่ผู้เตือนว่า คำตักเตือนสั่งสอนของท่านจักไม่เป็นหมัน อย่างน้อยก็นำไปปฏิบัติหรือพยายามเพื่อปฏิบัติเช่นนั้น อย่างนี้ท่านเรียกว่า ผู้ว่าง่ายสอนง่าย คนที่ว่าง่ายสอนง่าย เป็นคนมีเสน่ห์

เป็นกุญแจสำคัญไขไปสู่ความดีงามต่างๆ อีกมากมาย

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร