หลวงพ่อชม วัดท่าไทร

223223
ประวัติของหลวงพ่อชม คุณาราโม

(พระครูดิตถารามคณาศัย )

อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าไทร และอดีตเจ้าคณะอำเภอกาญจนดิษฐ์ “ศูนย์รวมและที่พึ่งทางจิตใจชาวสุราษฎร์ธานี”

วัดท่าไทร หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๘๔๒๙๐

สถานะเดิม

ชื่อ ชม นามสกุล ทวดสิญจน์ เกิดเมื่อวันจันทร์ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๐ ปี ระกา ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๔๐ ที่ บ้านนาดอน (ใกล้บ้านหัวหมาก) หมู่ที่ ๔ ตำบลช้างขวา อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี บิดาชื่อ นายพุ่ม ทวดสิญจน์ มารดาชื่อ นางพัน ทวดสิญจน์ อาชีพบิดามารดา ทำนา-ทำสวน มีพี่น้องร่วมมารดาบิดา ๔ คนตามลำดับดังนี้.-

๑. นางเคลือบ ทวดสิญจน์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

๒. พระครูดิตถารามคณาศัย (ชม คุณาราโม)

๓. นางแฉ้ เพชรกลับ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

๔. นายขาบ ทวดสิญจน์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

บรรพชา (บวชเป็นสามเณร)

บรรพชาเมื่ออายุได้ ๑๕ ปี ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ปีชวด ตรงกับวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๕๕ ที่ วัดท่าไทร ตำบลทุ่งกง (ตำบลในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันคือ ตำบลท่าทองใหม่) อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีพระอุปัชฌาย์ชื่อ พระครูวิฑูรธรรมศาสตร์ (หลวงพ่อกล่อม สุนนฺโท) วัดโพธาวาส ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมือง ฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

อุปสมบท (บวชเป็นพระภิกษุ)

อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ในวันจันทร์ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๓ ปี ชวด ตรงกับวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๔๖๐ ที่ วัดสนธิ์ ตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีอุปัชฌาย์ชื่อ พระครูประกาศิตธรรมคุณ (หลวงพ่อเพชร อินฺทโชติ) วัดวชิรประดิษฐ์ ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพระกรรมวาจาจารย์ชื่อ พระปลัดล้อม (ไม่ทราบฉายา) นามสกุล บุญชู รองเจ้าอาวาสวัดท่าไทร ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพระอนุสาวนาจารย์ชื่อ พระอธิการยิ้ม (ไม่ทราบฉายา และวัด)

วิทยฐานะ/วุฒิทางการศึกษา

การศึกษาสายสามัญ.-

สอบไล่ได้ประถมศึกษาปีที่ ๔ (ป. ๔) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗

การศึกษาพระปริยัติธรรม.-

สอบไล่ได้ประโยคนักธรรมชั้นโท เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ จากสำนักศาสนศึกษาวัดวชิรประดิษฐ์ ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ป้ายบอกปากทางเข้า บ้านนาดอน หมู่ ๑๓ ต.ช้างขวา อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี

ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหลวงพ่อชม

ในภาพ พระมหาบุญโฮม ปริปุณฺณสีโล (ผู้เรียบเรียง) , นางละม้าย ทวดสิญจน์ และญาติของหลวงพ่อชม

ถ่ายภาพในที่ดินตรงจุดที่ตั้งบ้านของหลวงพ่อชมเมื่อครั้งอดีต (ที่บ้านนาดอน)

งานการปกครอง

พ.ศ. ๒๔๗๑ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าไทร ตำบลทุ่งกง (ปัจจุบันคือ ตำบลท่าทองใหม่ ) อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าคณะตำบลทุ่งกง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอกาญ จนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

งานด้านการศึกษา

พ.ศ. ๒๔๖๐ ท่านพระครูดิตถารามคณาศัย (ชม คุณาราโม) ได้เข้าทำการสอนนักเรียนในโรงเรียนโรงเรียนประชาบาลตำบลทุ่งกง ๒ (วัดท่าไทร) เป็นเวลา ๑ ปี ซึ่งท่านมีภารกิจมากมายจึงได้มอบให้ นายแจ้ง บุญชู มาทำการสอนแทนจนถึง พ.ศ. ๒๔๖๕

พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำสำนักศาสนศึกษาวัดท่าไทร

พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวงประโยคนักรรมชั้นตรี ของคณะสงฆ์

พ.ศ. ๒๔๘๗ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสงฆ์ ในหน้าที่องค์การศึกษาประจำอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นต้นมา ท่านได้ชักชวน ชักนำคณะศิษยานุศิษย์ดำเนินการจัดสร้าง และท่านรับเป็นผู้อุปการะโรงเรียนวัดท่าไทร ให้เจริญรุ่งเรืองกระทั่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่อย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน จนกระทั่งทางราชการได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนดังกล่าวมาเป็น โรงเรียนวัดท่าไทร (ดิตถานุเคราะห์) ใน พ.ศ. ๒๔๙๗ โรงเรียนดังกล่าวได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนวัดท่าไทร (ดิตถานุเคราะห์)” เนื่องจากพระครูดิตถารามคณาศัย (ชม คุณาราโม) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าไทรในสมัยต่อมา ท่านได้เอาใจใส่ต่อการจัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนของชาติ ให้การอุปการะสถานที่ เร่งพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนเป็นอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านได้เป็นผู้ทำการสอนในเมื่อไม่มีครูสอนเพียงพอและท่านยังได้สร้างอาคารเรียนเพิ่มเติม ให้แก่โรงเรียนประชาบาลตำบลท่าทองใหม่ ๑ (วัดท่าไทร) จนเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างดีอีกด้วย พ.ศ.๒๔๘๗-๒๕๑๙ รวม ๓๕ ปี ท่านได้รวบรวมเงินครบจำนวน ๑๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท ตามที่กฏหมายกำหนดไว้ในขณะนั้นเพื่อขอจดทะเบียนจัดตั้งเป็น “มูลนิธิสิญจนอุทิศดิตถารามวัดท่าไทร” โดยมอบให้ “คุณครูรัตนา เฉลิมพิพัฒน์ ชาวท่าทองใหม่ เป็นผู้ยืนเรื่องราวขอจัดตั้งมูลนิธิฯ

พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้เป็นประธานผู้เริ่มก่อตั้งมูลนิธิสิญจนอุทิศติดถารามวัดท่าไทรเพื่อบำรุงกิจการพระพุทธศาสนา และบำรุงการศึกษาพระภิกษุสามเณรวัดท่าไทรและเพื่อการกุศลสาธารณประโยชน์ โดยได้รับอนุญาตให้ตั้งเป็นมูลนิธิตามกฏหมาย เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๒๒ ทะเบียนลำดับที่ ๑๒๒๒) ซึ่งมูลนิธิฯ ดังกล่าวนั้น ยังคงอยู่และสืบสานอุดมการณ์ของท่านอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้

ภาพแสดงสำนักงานงานมูลนิธิสิญจน์อุทิศดิตถาราม

ซึ่งตั้งอยู่ในที่ใกล้เคียงกับมณฑปหลวงพ่อชม(ทิศตะวันออกของมณฑป)

งานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

๑. พ.ศ.๒๔๘๒ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเทศนาสั่งสอนประชาชน

๒.จัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่ศีลธรรม และปฏิบัติธรรมเนื่องในวันมาฆบูชาเป็นประจำทุกปี ผู้มาร่วมประชุมทำพิธี คือ พระภิกษุสามเณร ๒๕ รูป ประชาชน ๓๐๐ – ๓๕๐ คน

๓.จัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่ศีลธรรมและปฏิบัติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา เป็นประจำทุกปี ผู้มาร่วมประชุมทำพิธีคือ พระภิกษุสามเณร ๓๐ รูป ประชาชนประมาณ ๓๐๐ – ๓๕๐ คน

๔.จัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่ศีลธรรมและปฏิบัติธรรม เนื่องในวันอัฏฐมีบูชาเป็นประจำทุกปี ผู้มาร่วมประชุมทำพิธีคือ พระภิกษุ สามเณร ๓๐ รูป ประชาชนประมาณ ๓๐๐ – ๓๕๐ คน

๕.จัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่ศีลธรรมและปฏิบัติธรรมเนื่องในวันอาสาฬหบูชาเป็นประจำทุกปี ผู้มาร่วมประชุมทำพิธี พระภิกษุสามเณร ๓๐ รูป ประชาชนประมาณ ๓๐๐ – ๓๕๐ คน

๖.มีการอบรมพระภิกษุสามเณร หลังจากทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น เป็นประจำตลอดปี โดยอบรมเกี่ยวกับเรื่องพระธรรมวินัย และ การวางตนต่อภิกษุสามเณรด้วยกันและประชาชน

๗. มีการอบรมศีลธรรม ไหว้พระสวดมนต์และอบรมจรรยามารยาทแก่เด็ก เยาวชน และ พุทธบริษัททั่วไปเป็นประจำเสมอมา เช่น ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันธรรมสวนะ วันศารท วันนัก ขัตตฤกษ์ เป็นต้น

๘.มีผู้มาฟังธรรมเป็นประจำทุกวันธรรมสวนะ ประมาณ ๗๐-๘๐ คน ตลอดปี

๙.มีการอบรม ปาฐกถาธรรม แก่ประชาชน นักเรียน โดยแนะนำเรื่องการทำมาหากิน การไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้มีความเมตตากรุณาต่อกัน รู้จักมัธยัสถ์ รู้จักแบ่งทรัพย์ที่หามาได้ให้เป็นส่วน ๆ รู้จักการจับจ่ายใช้สอยแต่พอดี ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินตัว และรู้จักการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เป็นต้น

๑๐.ร่วมมือกับคณะสงฆ์และทางราชการ นการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาให้แก่ประชาชน ในเขตรับผิดชอบเป็นประจำทุก ๆ ปี

๑๑.ให้คำปรึกษาหารือและความอบอุ่นทางจิตใจแก่ผู้ที่ประสบปัญหาเดือดร้อน ผู้มาขอคำปรึกษา ผู้มาบำเพ็ญกุศล และผู้มาพบปะสนทนาธรรมที่วัดประมาณวันละ ๒๐-๓๐ คน เป็นประจำตลอดปี

งานด้านสาธารณูปการ

๑.ให้อุปการะและได้สร้างอาคารเรียนให้แก่โรงเรียนประชาบาลตำบลท่าทองใหม่ ๑ (วัดท่าไทร) เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนของเด็กและเยาวชนในบ้านท่าทอง ซึ่งต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๙๘ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์)

๒.เป็นผู้ชักนำประชาชนพุทธบริษัทและจัดหางบประมาณสร้างซุ้มประตูและกำแพงรอบวัดท่าไทร

๓.เป็นผู้ชักนำประชาชนพุทธบริษัทและจัดหางบประมาณสร้างเมรุเผาศพ พร้อมศาลาบำเพ็ญกุศลศพ (ศาลาประชาคณาศัย) ที่วัดท่าไทร

๔.เป็นผู้ชักนำประชาชนพุทธบริษัทจัดสร้างถนนสาย สะพานดิน – ทับท้อน เป็นระยะทางยาวประมาณ ๕ กิโลเมตร

๕. จัดให้มีการสร้างถังน้ำประปาขึ้นใช้ภายในวัดท่าไทร

๖. พ.ศ.๒๔๙๕ ได้หล่อพระพุทธรูปขนาดเท่าตัวจริงหลวง พ่อชม จำ นวน๑ องค์ ,พระประจำวัน ๘ องค์ และขณะเดียวกันคณะศิษยานุศิษย์ได้หล่อรูปเหมือนหลวงพ่อชมขนาดเท่าองค์จริง ๑ องค์ด้วย สมณะศักดิ์ครั้งหลังสุด

พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นพิเศษที่ พระครูดิตถารามคณาศัย ภาพถ่ายซึ่งศิษยานุศิษย์ขออนุญาตถ่ายเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสต้อนรับสัญญาบัตรพัดยศ

พระครูเจ้าคณะอำเภอ ชั้นพิเศษ ในราชทินนาม “พระครูดิตถารามคณาศัย)

ตำแหน่งครั้งหลังสุด

พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๕๒๒ ดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดท่าไทร พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๒๒ ดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าคณะอำเภอกาญจนดิษฐ์

มรณภาพ

พระครูดิตถารามคณาศัย (ชม คุณาราโม) ได้มรณภาพลงด้วยอาการอันสงบที่ วัดท่าไทร เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. ในขณะที่ท่านมีอายุได้ ๘๒ ปี ๖๒ พรรษา

ประชาชนและพุทธบริษัทวัดท่าไทร และวัดใกล้เคียง รวมทั้งพ่อค้าประชาชนทั่วไป ได้ร่วมกันจัดให้มีการบำเพ็ญกุศลศพท่านเป็นเวลา ๑๕ วัน ๑๕ คืน ทำบุญ ๕๐ วัน, และทำบุญ ๑๐๐ วัน แล้วจึงได้เก็บศพไว้บำเพ็ญ กุศลสวดพระอภิธรรมศพเป็นประจำทุกวันธรรมสวนะ(วันพระ)และได้จัดให้มีการพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ(เผาจำลอง) ในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๓ เสร็จแล้วได้สร้าง“มณฑป”ไว้เป็นที่เก็บบรรจุศพของท่านและเก็บอัฐิและรูปเหมือนของอดีตเจ้าอาวาสวัดท่าไทร เพื่อสักการะบูชาของประชาชนพุทธบริษัทสืบต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ภาพมณฑปเป็นที่บรรจุศพของหลวงพ่อชม,เก็บอัฐิและรูปเหมือนของอดีตเจ้าอาวาสวัดท่าไทร

ซึ่งผู้มีจิตศรัทธามาสักการะอยู่เป็นประจำไม่เคยขาด

รูปเหมือนเท่าขนาดองค์จริงของหลวงพ่อชม ซึ่งประดิษฐานไว้ในมณฑป เพื่อสาธุชนทั่วไปได้สักการะบูชาให้เกิดสิริมงคล

คุณธรรมที่ควรสรรเสริญและถือเป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง

พระครูดิตถารามคณาศัย (ชม คุณาราโม) ท่านเป็นพระเถระ ที่มั่นคงในสัมมาปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย เพรียบพร้อมด้วยสีลาจารวัตร และพรหมวิหารธรรม มีจิตใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาแก่ศิษยานุศิษย์และคนทั่วไป ชอบบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ และชอบช่วยเหลือประชาชนทั่วไป โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ และไม่เลือกศาสนาอีกด้วย ท่านเป็นผู้ที่พูดจริงทำจริง จึงทำให้เป็นที่เคารพ นับถือของประชาชนทั่วไปทั้งพุทธ คริสต์ และอิสลาม ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่สถาบันพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่วัดท่าไทรให้มีสภาพดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็เกิดขึ้นด้วยสติปัญญา บารมีและความสามารถของท่านหลวงพ่อชม ของพวกเรานี่เอง

อนึ่งหลวงพ่อชมท่านเป็นผู้ที่เอาใจใส่ต่อการศึกษาและส่งเสริมให้ศิษยานุศิษย์ให้ได้รับการศึกษา เป็นอย่างดีโดยท่านได้ส่งศิษย์ที่ท่านเห็นว่าขยันศึกษาเล่าเรียนจริง ๆ ให้ได้รับการศึกษาในระดับชั้นที่สูงขึ้นไปตามความสามารถจนกระทั่งเรียนจบมีชื่อเสียงในสังคมมากมาย เช่น พระมหาสนอง วิโรจโน ป.ธ.๙, นายปรีดา กนกนาค เป็นต้น+ ท่านได้อบรม แนะนำ สั่งสอน ให้ผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองและประชาชนทั่วไปให้เป็นคนที่ดี มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งท่านได้ถือปฏิบัติเป็นหน้าที่สำคัญและปฏิบัติมาตลอดชีวิต จนเป็นที่เคารพ ศรัทธาสักการะนับถือของคนทั่วไปทั้งที่ใกล้และที่ไกล จนสามารถกล่าวได้อย่างสนิทใจว่า คนชาวกาญจนดิษฐ์ ดอนสัก ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ของหลวงพ่อชม

ปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าร่างกายของหลวงพ่อชมจะได้สิ้นสลายไปตามกาลเวลานานแล้วก็ตาม แต่คุณงามความดีและจริยาวัตรแนวการปฏิบัติของท่าน ก็ยังคงปรากฏติดตา ตรึงใจและเป็นที่ยกย่อง สรรเสริญ สักการะบูชาของคณะศิษยานุศิษย์ อุบาสก อุบาสิกา และ ประชาชนทั่วไปอยู่มิเสื่อมคลาย จนถึงกับได้จัดให้มีงานสรงน้ำรูปเหมือนของท่านในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ (วันจบปีจบเดือน) ของทุก ๆ ปี โดยเรียกงานนี้ว่า “งานวันกตัญญู” ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้

หลวงพ่อพริ้ง วัดแจ้ง

1455789

วัตถุมงคลดังเมืองสุราษฎร์ธานี กล่าวสำหรับวัดแจ้งในสมัยที่ พระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) เป็นเจ้าอาวาสวัด ได้เป็นที่รู้จักของผู้คนโดยทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อท่านได้สร้างเหรียญปั๊มรูปเหมือนขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2493 เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ “พระครูอรุณกิจโกศล”+ เหรียญดังกล่าวที่ยังปรากฏในวงการพระเครื่อง ได้เป็นที่ระลึกเตือนถึงพระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) อยู่เสมอ แม้เมื่อท่านจะมรณภาพลงเป็นเวลาอันเนิ่นนานแล้วก็ตามแต่

ปูมหลังแห่งอัตโนประวัติของพระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) กล่าวว่า ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีมะโรง อันตรงกับวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2434 ที่ตำบลละเม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เป็นบุตรคนโต ในจำนวน 11 คน ของนายวอน เมืองนิเวศ และนางใย เมืองนิเวศ

ได้ศึกษาร่ำเรียนในชั้นต้นจากพระสมุห์จอน วัดป่าลิไลก์ อำเภอไชยา จนเมื่ออายุได้ 17 ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดป่าลิไลก์ โดยมีพระอธิการปาน เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2452

ครั้นมีอายุครบอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ก็ได้ทำการอุปสมบท ณ วัดสโมสร อำเภอไชยา เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2456 เวลา 14.00 น. โดยมีพระครูโสภณเจตสิการาม (คง) วัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการคล้ำ วัดป่าลิไลก์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์จอน ธมฺมจารี วัดสโมสร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “โกสโล”

จากนั้นได้จำพรรษาที่วัดสโมสร เพื่อร่ำเรียนวิชาอยู่ระยะหนึ่งก่อนไปจำพรรษาที่วัดเขาแก้ว อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเวลาหลายปี

ก่อนจะมาพำนักที่วัดคงคาราม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งพระน้องชายได้เป็นเจ้าอาวาสวัด คือ พระสมุห์พร้อม ซึ่งเป็นน้องชายต่อจากท่าน ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ “พระครูวิบูลทีปรัต”

ที่วัดคงคาราม พระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) ได้จำพรรษาอยู่จนกระทั่งได้รับอาราธนาจากพระยาเจริญราชภักดี (สิงห์ สุวรรณรักษ์) นายอำเภอเกาะสมุย พร้อมด้วยชาวบ้าน นิมนต์ท่านมาจำพรรษาที่วัดแจ้งในปี พ.ศ. 2471

และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดแจ้ง อำเภอเกาะสมุย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2471

ในด้านการศึกษาของพระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) ท่านสามารถสอบได้นักธรรมตรีเมื่อปี พ.ศ. 2469 ในสำนักเรียนวัดไตรธรรมาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสอบนักธรรมโทได้เมื่อปี พ.ศ. 2475 ในสำนักเรียนวัดแจ้ง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ภายหลังจากเป็นเจ้าอาวาสวัดแจ้งแล้ว ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2474 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย ในปี พ.ศ. 2480 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์

7 ตุลาคม พ.ศ. 2487 เป็นสาธารณูปการอำเภอ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

พ.ศ. 2484 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2491 เป็นพระครูชั้นประทวน

วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2492 เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ “พระครูอรุณกิจโกศล”

วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นโทในราชทินนามเดิม

หลวงพ่อกล่อม วัดโพธาวาส

17899554544

พระครู วิธูรธรรมสาสน์ หรือ หลวงพ่อกล่อม นนฺทะ อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธาวาส ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาอาคมแกร่งกล้าและมีชื่อเสียงโด่งดังรูปหนึ่งของ ภาคใต้

ท่านเกิดในปี พ.ศ.2389 ที่บ้านริมคลองท่ากูบ ต.มะขามเตี้ย จ.สุราษฎร์ธานี

ในวัยเด็กศึกษาหนังสือไทยและอักขระสมัยที่วัดโพธาวาส เมื่อเติบใหญ่ได้แต่งงานมีครอบครัว แต่ด้วยความเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส จึงตัดสินใจอุปสมบทเมื่ออายุได้ 24 ปี ในปี พ.ศ.2413 ณ พัทธสีมาวัดโพธาวาส โดยมีพระครูสุวรรณรังษี (มี) เจ้าอาวาสวัดโพธาวาส และเจ้าคณะเมืองกาญจนดิษฐ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่ออยู่ในสมณเพศ หลวงพ่อกล่อมเคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างยิ่ง ต้องลงโบสถ์ทำวัตรเช้า-เย็นทุกวันไม่เคยขาด แม้จะอาพาธก็ตาม ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “วันใดที่ท่านไม่ได้ลงโบสถ์ นั่นหมายถึงวาระสุดท้ายของชีวิตได้สิ้นแล้ว” นอกจากนี้ ยังตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมและท่องบทสวดมนต์เจ็ดตำนานสิบสองตำนานจนขึ้นใจ มุ่งมั่นปฏิบัติวิปัสสนาธุระ จนเป็นที่เคารพศรัทธาของพระภิกษุ สามเณร และชาวบ้านทั้งหลาย

ต่อมาในปี พ.ศ.2432 พระครูสุวรรณรังษีย้ายไปครองวัดกลาง หลวงพ่อกล่อม จึงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธาวาสสืบแทน ท่านเป็นพระนักพัฒนา ทำนุบำรุงและปฏิสังขรณ์วัดให้เจริญรุ่งเรืองอยู่เสมอ ด้วยคุณงามความดีของหลวงพ่อกล่อม ชาวบ้านจึงมักเรียกชื่อท่านว่า “พ่อท่านกล่อม”

ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2475 สิริอายุ 86 ปี พรรษาที่ 62

หลวงพ่อกล่อมเป็นพระเกจิผู้ทรงวิทยาอาคม และมีชื่อเสียงโด่งดังมากเรื่อง “เรือแข่ง” ในงานประจำปีของ จ.สุราษฎร์ธานี ที่เรียกว่า “งานชักพระ” ซึ่งจะมีการแข่งขันเรือยาวกัน สมัยนั้น เรือของวัดโพธาวาสไม่มีคำว่าพ่ายแพ้ต่อผู้ใด เล่ากันว่า ท่านให้ลูกศิษย์จัดการขุดเรือขึ้นมา พอเวลาเช้าของวันแข่งขันท่านจะออกมายืนริมคลองมะขามเตี้ยแล้วบริกรรมคาถา ปรากฏว่าเรือที่จอดอยู่บนคานแล่นลงน้ำได้อย่างอัศจรรย์ นอกจากนี้ ท่านยังสามารถบริกรรมคาถาสะกดจระเข้ได้เช่นเดียวกับพ่อท่านคล้าย แห่งวัดสวนขัน ดังนั้น

วัตถุมงคลของท่านจึงเป็นที่นิยมของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและชาวสุราษฎร์ธานี อย่างสูง ส่วนใหญ่ท่านจะสร้าง ตะกรุดและสาริกาลิ้นทอง แต่ที่เป็นที่นิยมและหายากที่สุดเห็นจะเป็น “เหรียญหล่อรูปเหมือนรุ่นแรก” ที่สร้างในปี พ.ศ.2470 โดยทำการหล่อกันที่โรงครัว จึงมักเรียกกันว่า “รุ่นโรงครัว” ลักษณะเป็นเหรียญหล่อแบบโบราณทรงกลมรี หูขวาง หล่อด้วยเนื้อทองผสมเงินหัวนะโม และทองคำที่ชาวบ้านนำมาถวายใส่เบ้าหลอม พิมพ์ด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อกล่อมเต็มรูป ครองจีวรรัดประคด พาดผ้าสังฆาฏิ นั่งขัดสมาธิเอามือจับเข่าทั้งสองข้าง ใต้ผ้ารองนั่งจารึกปีที่สร้าง “พ.ศ.๒๔๗๐” ขอบเหรียญภายในคู่ขนานบรรจุอักขระขอม ด้านหลัง เป็น “ยันต์ห้า” และอักขระขอม เนื่องจากเป็นการ “หล่อแบบโบราณ” เหรียญจึงมักชำรุดหรือติดไม่เต็มพิมพ์ “เหรียญหล่อรูปเหมือนพระครูวิธูรธรรมสาสน์” ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ จึงมีน้อยมาก